ก็เราไม่มี
posted on 30 Oct 2010 19:16 by littlepopeyeแท้จริงแล้วไม่มีอะไร
เป็นของเราเลย
ตัวเราก็ไม่ใช่ของเรา
ถึงแม้ไม่ได้ยึดตัวเราแล้ว
เราก็ยังยึดจิตเรา กระทั่งวันนึงรู้ว่า จิตเรายังไม่ใช่ของเราเลย เหมือนจะใช่เรา แต่ที่จริงมันก็ไม่ใช่
มันไม่ได้หลอกเรา แต่เราหลงคิดไปเองว่าเป็นของเรา
ธาตุทั้ง 5 นั้นเหมือนคงที่ แต่ที่จริงมันยักย้ายถ่ายเทแค่ช่วงเวลา บางเวลาก็มาประชุมกัน หมดเวลาก็แยกกันไป
ฉันนั้น เมื่อถึงเวลาเลิกประชุม ...ก็จะไม่เหลืออะไรเลยที่เป็นของเรา
เพราะแท้จริงตัวเราไม่มีแต่แรก
ตัวเราก็ไม่ใช่ของเรา
ถึงแม้ไม่ได้ยึดตัวเราแล้ว
เราก็ยังยึดจิตเรา กระทั่งวันนึงรู้ว่า จิตเรายังไม่ใช่ของเราเลย เหมือนจะใช่เรา แต่ที่จริงมันก็ไม่ใช่
มันไม่ได้หลอกเรา แต่เราหลงคิดไปเองว่าเป็นของเรา
ธาตุทั้ง 5 นั้นเหมือนคงที่ แต่ที่จริงมันยักย้ายถ่ายเทแค่ช่วงเวลา บางเวลาก็มาประชุมกัน หมดเวลาก็แยกกันไป
ฉันนั้น เมื่อถึงเวลาเลิกประชุม ...ก็จะไม่เหลืออะไรเลยที่เป็นของเรา
เพราะแท้จริงตัวเราไม่มีแต่แรก
แต่เรายังต้องมีเรา และยังต้องมีเราไปอีกนาน เพราะเรายังติดคำมั่นสัญญาอันใหญ่หลวงนั้นไว้
เปรียบเช่นไม่มีขาก็เดินไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีขา ถึงจะเดินได้
เช่นนี้แล้วจึ่งต้องเป็นเรา จึ่งต้องมีเรา เพื่อเราจะได้ทำอะไรต่อมิอะไรได้
..
...
กว่าจะคิดได้ว่าเราไม่มีเรา
เราก็เสียน้ำตาไปเป็นโอ่ง ไหลเป็นสายเลือด
เราเสียใจว่าแท้จริงแล้วเราไม่มี สิ่งที่มีอยู่นี้แท้จริงก็ไม่มี
เหมือนเราอยู่บ้านหลังนี้มานาน นานเสียจนคิดว่าบ้านนี้เป็นของเรา
แต่วันนึงเจ้าของเขาปรากฏตัว มาทวงของเขาคืน ธุรกิจที่ทำอยู่เราไม่มีสิทธิบริหารมันได้อีกต่อไป
เราจึงคิดว่าเราไม่เหลืออะไรเลย สิ้นเนื้อประดาตัว ไม่มีอะไรอีกแล้ว
ธาตุนั้น คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และ จิตวิญญาณ
จิตวิญญาณเองยังไม่ใช่ของเราเลย
อย่าได้ยึดเลย หากไม่มีพันธะ ให้รีบปลดปล่อยตัวเองเสีย ทำลายองค์กรนี้เสีย
ไม่ยึดมัน ไม่รับมันเข้าองค์กร ไม่มีคนทำงาน ไม่มีงาน ไม่มีอะไรเดินหน้า ไม่มีพนักงาน ไม่มีองค์กร ที่สุดก็ไม่มีเรา
ที่สุดก็ไม่มีอะไร
เพราะมีเราก็เท่ากับมีองค์กร มีองค์กรก็ต้องทำงานมาเลี้ยง ยิ่งมีลูกน้องเยอะยิ่งต้องเลี้ยงดูคนเยอะ รับผิดชอบแยะ
ทุกสิ่งที่คิดว่าเป็นของเรา เราก็รักก็หวง ไปไหนก็ต้องห่วง กลัวมันหาย กลัวมันเสื่อม มีขาก็ต้องลากต้องพามันไปทุกที่เหมือนกะแขน ยิ่งถืออะไรมากเท่าไหร่ยิ่งถ่วงตัวเองให้หนักมากเท่านั้น แล้วจะลอยเป็นลูกโป่งได้ยังไง
จะมีอิสระได้ยังไง ก็มันถ่วงอยู่อย่างนั้น
อยากจะมีิิอิสระก็ต้องปล่อย ให้ตัวเบา
ปล่อยได้ทุกอย่าง แต่ไม่ปล่อยจิต เราสร้างมันขึ้นมาเอง แล้วเราก็ขังตัวเองอยู่กับมัน จนเราไม่มีอิสระ
ปล่อยหมดแล้ว ปล่อยวางจิตด้วย
เพราะที่จริงแล้วมันไม่มีอะไร ตราบใดที่เรายังจับมันมารวมกัน เราก็ไม่อาจไปได้ไกลสุดฟ้า
หากมีพันธะก็รีบสะสางให้เสร็จ หากไม่มีพันธะ ก็อย่าได้สร้างเพิ่ม
ไม่ว่าพันธะกับตัวเองหรือกับผู้อื่น สุดท้ายทำลายพันธะในตัวเอง
เปรียบดังทำลายจากวัตถุชิ้นใหญ่ ให้เล็กลง เป็นสสาร เป็นโมเลกุล แยกจนสุดท้ายเหลือเพียงอะตอม
ท้ายสุดหากสลายอะตอมนั้นได้ แยกแม้กระทั่ง โปรตอน นิวตรอน อิเล็กตรอนออกจากกันได้
อิสระที่สุดจะเกิดขึ้น
แต่มันยาก
ถึงจะแยกมันไม่ได้ น้อยที่สุด อยู่อย่างเข้าใจมัน จะได้ทุกข์น้อยๆ
แต่ถ้าละได้หมดก็คงดี